ทีมข่าวการศึกษาสยามธุรกิจได้ข่าวมาจากทีมประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเกี่ยวกับทางมหาวิทยาลัยได้มีการสรรหา อธิการบดีคนใหม่และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นผู้ที่รู้จักดีนั่นก็คือ “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ทางทีมงานฯ ก็ไม่รอช้ายกหูโทรศัพท์ไปเพื่อขอ นัดหมายสัมภาษณ์ทันที ซึ่งก็ได้รับการตอบรับ

เมื่อวันเวลาที่นัดไว้มาถึงทางทีมงาน ก็ได้เดินทางไปถึง ณ ห้องรับรอง ของคณะ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี ซึ่งเป็นคณะที่ท่านดำรงตำแหน่งคณบดีอยู่ก่อน ที่จะมารับตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ซึ่งทางทีมงานฯ ตื่นเต้นมากที่จะได้พบและพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับอธิการบดีคนใหม่แกะกล่อง นั่งรออยู่ไม่นาน “รศ.ดร. ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหน้าตาที่ยิ้มแย้มอิ่มเอิบไปด้วยราศี พร้อมกับกล่าวทักทายทีมงานฯ โดยไม่ทันตั้งตัวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและไพเราะ

การสนทนาเริ่มขึ้นหลังจากอธิการบดีนั่งพักหายเหนื่อยแล้ว โดย “รศ.ดร. ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ได้เริ่มเล่าให้ฟังว่า “แผนนโยบายของตนนั้น ต้องใช้คำว่าสานงานต่อจาก รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีคนเก่า ซึ่งในนโยบาย หลักคือจะผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็จะทำ ให้บัณฑิตของเราทำงานได้ นอกจากนี้ก็จะพัฒนาสาขาที่จะเปิดการเรียนการสอน สาขาที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและอาเซียน และต้องให้นักศึกษาเก่งเรื่องของภาษา”

“การขับเคลื่อนของมทร.ธัญบุรีต่อจากนี้ไปอีก 4 ปี ก็จะเริ่มจากการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งอาจารย์ต้องผ่านการฝึกงานจากสถานประกอบการ โดยการฝึกงานของอาจารย์ จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ให้อาจารย์เข้าไปฝึกงานในสถานประกอบ 2-3 อาทิตย์ แล้วกลับมาสอนหนังสือ, ระดับที่ 2 อาจารย์เข้าไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศหรืออาเซียนเป็น เวลา 1 เดือน และระดับที่ 3 ให้อาจารย์พักการเรียนการสอนเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อทำผลงานวิชาการ หรือไปฝึกงานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ที่ได้ในการ ไปฝึกงานในสถานประกอบการมาสอนให้กับ นักศึกษา นอกจากนี้ เราจะมุ่งเน้นผู้มีความ รู้จากสถานประกอบการมาเป็นครู กล่าวคือเราจะขอปรับเปลี่ยนระเบียบการจ้างหรือเทียบโอน ประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมมาเป็นครูเพื่อให้มีประสบการณ์ มาสอนเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กได้เข้าใจและเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ”

“เราจะมุ่งเน้นงานวิจัยของครูเฉพาะ ทางหรือเชิงลึกที่จะตอบโจทย์ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม แล้วงานวิจัยต่อจากนี้ไป ของครูต้องนำปัญหาของภาคอุตสาหกรรม มาทำงานวิจัย และต้องต่อยอดไปในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย นั่นก็คืองานวิจัยของครูต้องนำไปใช้งานจริงได้ รวมถึงโปรเจกต์ นักศึกษาต้องนำมาจากปัญหาของภาคอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งจากการที่อาจารย์ไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรมก็จะเจอ ปัญหาต่างๆ แล้วนำปัญหานั้นๆ มาให้นักศึกษาทำเป็นโปรเจกต์ย่อยๆ และเมื่อมารวมก็จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหญ่ที่สามารถ ใช้งานในภาคอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้ โปรเจกต์ของนักศึกษาต่อนี้ไปจะไม่ใช่โปร-เจกต์ทางเดียว แต่จะนำหลายๆ ศาสตร์มารวมเป็นโปรเจกต์”

รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวต่อไปอีกว่า “เราจะมุ่งพัฒนาเด็กไม่ให้เก่งเฉพาะทางวิชาการแต่เรามุ่งพัฒนาเด็กด้านทักษะ พูดง่ายๆ ว่า นอกจากบัณฑิตเราจะมีงานวิชาการและเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติแล้ว เราจะฝึกอบรมให้เด็กของเรามีความรับผิดชอบ เป็นคนตรงต่อเวลา เป็นคนสู้งาน มีความคิดเอื้อเฟื้อต่อบุคคลรอบข้าง และสังคม นั่นก็คือ เราจะพัฒนาอีกด้านหนึ่งของเด็กด้วยนอกจากงานวิชาการ ซึ่ง เราอยากเห็นบัณฑิตของเราสมบูรณ์ทั้งงานวิชาการและความรับผิดชอบ ทั้งนี้ เราจะให้เด็กมีสมุดบันทึกความดีที่อยู่กับมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นสมุดบันทึกกิจกรรม นักเรียนที่จะไว้บันทึกว่าเด็กเข้าชมรมอะไร ได้รางวัลอะไร เด็กได้ฝึกอบรมอะไรในระหว่างเรียนอยู่กับเราตลอดเวลา 4 ปี เพื่อเป็นสิ่งหนึ่งหลังจากจบออกไปแล้ว เวลาไปสมัครงานสถานประกอบการจะนำไปดูประกอบการพิจารณาได้นอกจากความคิดแล้ว ต้องดูสมุดบันทึกกิจกรรมของนักศึกษา ซึ่งผมเชื่อว่าสมุดบันทึกความดีเล่มนี้จะเอื้อให้กับเด็กมีงานทำหลังจากจบ และจะทำให้เด็กสนใจเข้าชมรม หรือทำกิจกรรมระหว่างเรียนมากขึ้น เราจะฝึกอบรมในสาขาต่างๆ เมื่อเด็กเข้า ไปอบรมก็จะได้ลงในสมุดบันทึก อย่างไรก็ตาม เราอยากจะเห็นเด็กทำกิจกรรมกับสังคมมากขึ้น”

“จากนี้ไปมทร.ธัญบุรีจะมีการพัฒนาบุคลากร อาจารย์ และนักศึกษา และอีกส่วนหนึ่งจะปฏิรูปการเรียนการสอน กล่าวคือ เด็กในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่จะฟังครูสอนอย่างเดียว แต่ครูจะใช้ประสบการณ์จากงานวิจัย วิชาการมาถ่ายทอดในองค์รวม แล้วก็จะใช้ทักษะประสบการณ์ครูมาสอนมากกว่ามาพูดหน้าชั้นเรียนเพียงอย่าง เดียว และจะเปลี่ยนการเรียนรู้เด็กจะมีสื่อหรือเอกสาร เป็นอีบุ๊กหรืออีเลิร์นนิ่งให้เด็กได้เรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น เด็กจะทำชิ้นงานมาส่งครูแต่ใช้เวลานอกห้องเรียน เด็กจะใช้เวลานอกห้องเรียนในการหาความรู้มากกว่าในห้องเรียน และครูจะใช้การสอนในห้องเรียนไม่มาก แต่จะให้เด็กไปเรียนรู้นอกห้องเรียนมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นส่วนหนึ่ง เราจะสอนให้น้อยแต่ให้เด็กเกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้มากยิ่งขึ้น”

ที่มา  http://www.siamturakij.com/main/news_content.php?nt=4&nid=4358

ต.ค. 17th by 89-5MHZ

จากความต้องการของศูนย์การเรียนและสาธิตอาชีพคนตาบอดธนบุรี สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิส่งเสริมอาชีพคนตาบอด มีความต้องการให้ผู้พิการทางสายตาที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนการนวดได้ด้วยตนเองเนื่องจากการนวดแผนไทยเป็นที่นิยมและถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการบำบัดโรค สนับสนุนให้ผู้พิการทางสายตาได้มีอาชีพนวด เป็นการให้โอกาสผู้พิการได้มีการฝึกฝนการนวดไทย เป็นเครื่องช่วยสอนแก่ครูสายตาปกติที่เป็นผู้สอนนวดในชั้นเรียนให้แก่ผู้พิการทางสายตา เป็นเครื่องเรียนรู้แทนครู โดยผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเป็นส่วนตัว และเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์การนวดแผนไทย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย “ก๊อต” นายกฤษณะ โภควัฒน์ “ไนช์” นายณัฐชนน กมลโต “ฝ้าย”นางสาวกมลชนก อดิเรกธนสาร และ “แอร์” นางสาวมัณฑนา ปานสังข์ ได้คิดค้นและผลิต “เครื่องช่วยเรียนรู้การนวดไทยสำหรับผู้พิการทางสายตา” ขึ้นมา โดยมี รศ.ดร.สุวรินทร์ ปัทมวรคุณ และ อาจารย์จตุรพิธ เกราะแก้ว เป็นที่ปรึกษา จากประสิทธิภาพคุณสมบัติทำให้ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ต้นแบบนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Contribution Award in Science) และรางวัลนวัตกรรมยอดนิยม (Popular Vote) โครงการ Brand’s GEN 6 ฉลาดคิดไร้ขีดจำกัด

อาจารย์จตุรพิธ เกราะแก้ว เล่าว่า หลังจากที่ได้เข้าร่วมงาน World Blind Union และได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายพรชัย กลับวิหค ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนและสาธิตอาชีพคนตาบอดธนบุรี พบว่าสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิส่งเสริมอาชีพคนตาบอด มีความต้องการให้ผู้พิการทางสายตาที่ได้เรียนรู้และฝึกในการนวดได้ด้วยตนเอง โดยในช่วงแรกๆ ตนเองและนักศึกษากลุ่มดังกล่าว ได้สร้างบทเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทบทวนการนวดตนเอง เพื่อความสะดวกในการทบทวนการนวดด้วยตนเอง เนื่องจากหาอาสาสมัครยาก หลังจากนั้นเริ่มสร้างรูปมือขึ้นมา เพื่อให้คนตาบอดสัมผัส ซึ่งบวกกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้น ได้ผลเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงได้นำเอาผลงานมาต่อยอดเป็น “เครื่องช่วยเรียนรู้การนวดไทยสำหรับผู้พิการทางสายตา” ขึ้นมา

“ก๊อต” นายกฤษณะ โภควัฒน์ ตัวแทนกลุ่ม เล่าว่า หลักการ วิธีการและขั้นตอนการทำงานของ “เครื่องช่วยเรียนรู้การนวดไทยสำหรับผู้พิการทางสายตา” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า ระบบจัดการความรู้พัฒนาอาชีพนวดแผนไทย เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในตัวโปรแกรมมีเสียงจากโปรแกรมคือ Google Translates เพื่ออ่านเนื้อหาให้คนตาบอดสามารถเรียนรู้ จดจำ และสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งในโปรแกรมจะควบคุมการเลือกเมนูต่างๆ โดยปุ่ม Space Bar และปุ่มลูกศรเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเพื่อง่ายต่อการใช้งาน ของคนตาบอด และส่วนที่2 เรียกว่า เครื่องช่วยเรียนรู้การนวดแผนไทยสำหรับผู้พิการทางสายตา ลักษณะ หุ่นจำลองมีขนาดเท่ากับอวัยวะจริงของคนเรา

โดยระบบจัดการความรู้พัฒนาอาชีพนวดแผนไทยเพื่อผู้พิการทางสายตา ประกอบด้วยเมนู 3 เมนูคือ 1. เมนูความรู้เกี่ยวกับการนวด ในเมนูเป็นส่วนที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการนวด วิธีการนวด การจับ การกดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยจะแบ่งการนวดออกเป็น 2 ประเภท คือ การนวดไทยบำบัด เป็นการนวดตามตำราการนวดแผนไทยโดยการนวดจะเป็นไปตามธาตุของร่างกายของผู้นวดเป็นหลักและนวดไปตามอาการที่ต้องการแก้ไข และการนวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เป็นการนวดที่ผสมผสานวิธีการนวดในส่วนต่าง ๆ เกือบครบทุกส่วนของร่างกายมารวมกันเป็นกระบวนท่า เป็นการนวดครั้งเดียวแต่นวดทั้งร่างกาย 2. เมนูความรู้เกี่ยวกับสรีระและอวัยวะ ในเมนูเป็นการบอกถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ รวมไปถึงตำแหน่งของอวัยวะนั้น ๆ ภายในร่างกาย โดยนำเสนอในรูปแบบของรูปภาพของสรีระโดยรวมแล้วใช้การชี้โยงเพื่อให้ทราบว่าอวัยวะใดอยู่ส่วนไหนของร่างกาย ซึ่งผู้นวดจำเป็นต้องทราบถึงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการนวด 3. เมนูแบบทดสอบ เมนูนี้เป็นการรวบรวมข้อสอบเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาหรือผู้ใช้ ได้ทำการวัดผลความรู้ที่ได้เรียนรู้มาจากเมนูความรู้เกี่ยวกับการนวดและเมนูความรู้เกี่ยวกับสรีระและอวัยวะ

ภายในหุ่นจำลองทำการฝังไมโครชิพและสวิตซ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ในการสอนเรื่องเส้นประธานทั้งสิบสำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งหุ่นจำลองจะบอกชื่อจุดต่างๆ เมื่อผู้พิการทางสายตาทำการกดสวิตซ์ที่ตัวหุ่น โดยไมโครชิพจะประมวลผลจากสวิตซ์ที่ทำการกด โดยค่าที่ได้จะไปเปรียบเทียบกับค่าในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หากค่าที่ได้ตรงกันจะมีการออกเสียงตามจุดนั้น ๆ ของเส้นประธานทั้งสิบ โดยใช้โปรแกรม virtual studio ในการออกแบบ และใช้ภาษา C ในการเขียนโปรแกรม และขณะนี้กำลังจัดทำหุ่นการนวดไทยบำบัดเพื่อรักษาโรค และหุ่นเพื่อการนวดไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ มีลักษณะเช่นเดียวกับหุ่นการสอนเส้นประธานทั้งสิบ

ผลงานได้ทดสอบที่ศูนย์การเรียนและสาธิตอาชีพคนตาบอดธนบุรี โดยผู้อำนวยการศูนย์การเรียนและสาธิตอาชีพคนตาบอดธนบุรี ซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตาแบบลางเลือน ให้ข้อคิดเห็นในหุ่นจำลองต้นแบบ ซึ่งพอใจในผลงาน ขณะนี้กำลังจัดทำเครื่องช่วยเรียนรู้การนวดแผนไทยสำหรับผู้พิการทางสายตา ทำให้เกิดการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้พิการทางสายตา ผู้ประดิษฐ์ได้จดสิทธิบัตรส่วนหุ่นจำลองอวัยวะคนเราที่ใช้สอนนวด และจดลิขสิทธิ์ในส่วนโปรแกรมแล้ว ส่วนลิขสิทธิ์ข้อมูลในหนังสือยังเป็นของต้นฉบับผู้ประพันธ์ การดำเนินการทั้งหมดของผู้ประดิษฐ์ผลงานนี้ เป็นไปภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่เป็นสถานศึกษาของรัฐ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นกำไร แต่เป็นการทำเพื่อบริการวิชาการแก่สังคม ซึ่งในที่นี้คือผู้พิการทางสายตาอันเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยฯ

 

ที่มา http://www.newsplus.co.th/14964

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

ปัจจุบันผักตบชวาจำนวนมากส่งผลกระทบทำให้สภาวะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป อาทิ ลดการไหลของน้ำลงประมาณ 40% ก่อให้เกิดอุปสรรคกับการระบายน้ำในลำคลอง หรือแม้กระทั่งเป็นอุปสรรคแก่การเจริญเติบโตของปลา จากผลกระทบดังกล่าว ในนามของ “ทีมสานศิลป์” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ประกอบด้วย “หยก” นายนพดล รอบรู้ “กฤต” นายรัฐพล หงษ์สมบุญ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 และ “เจ” นายธนกฤต กิตติยารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาออกแบบแฟชั่นและศิลปะสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้นำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งกาย โดยการนำผักตบชวามาสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่า โดยผลงานดังกล่าวยังการันตีด้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง โครงการ Central Y club Fashion Design Contest การประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายภายใต้ Concept “Love the Earth” โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 352 ทีม จัดขึ้นโดย Central

สมาชิกทั้งสาม เล่าว่า ในการออกแบบชุดทั้ง 3 ชุด เกิดจากงานจักสานผักตบชวาของกลุ่มชาวบ้านบางตาแผ่น ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมอย่างหนึ่งโดยการนำลักษณะการขัดกันของผักตบชวามาเป็น เทคนิคในการออกแบบชุด และนำผ้าฝ้ายมาตัดต่อให้ออกเป็นเหมือนการโมเสก โดยเน้นการใช้วัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย เชือกจากผักตบชวา มาสร้างสรรค์เสื้อผ้าสไตล์ ready to wear เน้นสี Earth tone โดยประกอบด้วย 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 office : Dressed for success “ชุดทำงาน” แนวคิดในการออกแบบโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีและความก้าวหน้าต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ แฟชั่นเก๋ๆ เช่นกัน ที่เทคโนโลยีเข้ามาแทรกซึม จึงกลายมาเป็น “Business party” ชุดทำงานที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งในเวลาทำงานและเวลาออกพบปะสังสรรค์ โดยกลุ่มเป้าหมายเพศหญิงอายุ 20-28 ปี

ชุดที่ 2 Casual : Stylish Casual ชุดนี้สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน สามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส เช่น ไปเที่ยว หรืองานสังสรรค์ เหมาะกับผู้หญิงวัย 20-25 ปี ที่ชอบการแต่งตัว บอกถึงความเป็นตัวตนรสนิยมของคนนั้นๆ ชุดที่ 3 Y Club : Y Club New Wave ในการออกแบบชุดนี้ นึกถึงวัยรุ่นในปัจจุบัน เนื่องจากแฟชั่นเข้ามามีบทบาทในชีวิตของวัยรุ่น ความต้องการเครื่องแต่งกายเพิ่มขึ้น กับสภาพสังคมที่มีความจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ทุกอย่างรอบตัวต้องการความสะดวกสบาย การออกแบบชุดนี้สไตล์ “Mix&match” ชุดที่สามารถใส่ไปเที่ยว ชุดที่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การเต้น การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา ไว้ในชุดเดียว เหมาะกับหญิงวัย 17-22 ปี ที่มีความคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมง

ตบมือให้กับไอเดีย ของนักศึกษาทั้ง 3 คน คณะศิลปกรรมศาสตร์ แนวคิดสุดเก๋ บวกกับเทคนิคในการเรียน นำมาปรับใช้ในการออกแบบ วัสดุธรรมชาติบวกไอเดีย ชิคชิค จริงๆ นะจ๊ะ

 

ที่มา http://www.banmuang.co.th

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

ใครว่า “ผ้าพื้นเมือง” ดูเชยและโบราณ? ลองเปลี่ยนความคิดใหม่!!! เพราะตอนนี้ “ผ้าทอพื้นเมืองอีสาน” ได้ถูกนำมาพลิกฟื้นคืนเรื่องราวผ่านการสะท้อนมุมมองการออกแบบด้วยไอเดีย “คนรุ่นใหม่” ที่ร่วมสร้างสรรค์ “ลายผ้าทออีสาน”ให้ดูทันสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความวิจิตรงดงามของ ผืนผ้า ภายใต้โครงการ “ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน” ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความตั้งใจของ “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” โดยร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทย ได้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อร่วมสร้างสรรค์และยกระดับ “ผ้าทอพื้นเมืองเลื่องชื่อจาก 11 ท้องถิ่นในภาคอีสาน

นางชุติมา ดำสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร จิม ทอมป์สัน กล่าวถึงที่มาของโครงการ “ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน” ว่า กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แห่งพื้นถิ่นของ “วัฒนธรรมอีสาน” โดยนำเสนอเรื่องราวผ่าน “ผ้าทออีสาน” มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษโดยร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศส่งตัวแทนนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการ ส่งเสริม ฟื้นฟู และสานต่อคุณค่าของ “ผ้าทออีสาน” ให้คงอยู่สืบต่อไป”

ทั้งนี้ นิสิตนักศึกษาทั้ง 8 มหาวิทยาลัยต้องลงพื้นที่เพื่อศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ต้นกำเนิดของลายผ้า เทคนิคการทออันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอพื้นเมืองเลื่องชื่อจาก 11 ท้องถิ่นในภาคอีสาน และได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานจิม ทอมป์สัน ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าทอ เทคนิคและวัสดุในการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ของ จิม ทอมป์สัน อาทิ เส้นด้าย และเส้นไหมพิเศษ เพื่อจุดประกายความคิดและนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ผล งาน ที่ผสานองค์ความรู้ระหว่างภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมและมุมมองการสร้างสรรค์ใน วิถี “คนรุ่นใหม่” เพื่อยกระดับลวดลายและคุณภาพของผ้าทอพื้นเมืองให้มีความทันสมัยและโดดเด่น มากยิ่งขึ้น โดยผลงานทั้งหมดจะนำมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ ภายในงานจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ 2556 ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2556-วันที่ 12 มกราคม 2557 ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่คุณค่าความงดงามแห่ง “ผ้าทออีสาน” ที่สะท้อนผ่านไอเดียสร้างสรรค์ของเยาวชนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ ผลงานผ้าทอที่แล้วเสร็จของน้องๆ ทั้ง 11 ทีมจะได้รับการนำมาจัดแสดงนิทรรศการ “ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน”ภายในงาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ทัวร์ 2556” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2556 –วันที่ 12 มกราคม 2557 ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

 

ที่มา http://www.banmuang.co.th

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำในปัจจุบัน สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราจำนวนมาก โดยปัจจุบันยางพาราได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น ล้อรถยนต์ ยางรัดของ ถุงมือ ที่นอนฟองน้ำ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในเชิงพาณิชย์ ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ นักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้นำยางพารามาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต “กระเบื้องยางปูสนามภายนอกอาคาร”

ดร.วารุณี เล่าว่า เนื่องจากเหตุการณ์ปัจจุบันราคายางพาราตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นทางเลือกในการนำยางพารามาแปรรูป จึงได้เกิดไอเดียนี้ขึ้นมา บวกกับกระเบื้องเซรามิกที่วางขายตามท้องตลาดมีราคาแพง โดยลักษณะของกระเบื้องยางปูสนามนอกอาคาร ได้คิดค้นสูตรและเทคนิค ยางธรรมชาติคอมโพสิต นำขี้เลื่อยจากยางพาราที่เหลือจากกระบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์มาผสมกับยางพารา จากผลการวิจัย พบว่า สูตรที่เหมาะสมคือการเติมขี้เลื่อยในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แผ่นกระเบื้องยางปูพื้นที่ได้ มีขนาด 25x25x25 ซม. แผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัส ฉลุลวดลายสวยงาม ลักษณะเป็นจิ๊กซอว์ สามารถรับแสงได้ดี ทนต่อสภาวะอากาศการใช้งานภายนอกอาคาร ไม่แตกหักง่าย เหมือนกระเบื้องเซรามิก เนื่องจากความยืดหยุ่นของยางพารา

ในการทดสอบพบว่า การใช้ขี้เลื่อยผสมลงในยางมากกว่า 50 ส่วนนั้นมีความเป็นไปได้ในการนำไปผลิตทางการค้า สามารถช่วยลดต้นทุนของเนื้อยางเนื่องจากขี้เลื่อยเป็นวัสดุเหลือใช้จากโรง งาน นอกจากนี้นักวิจัยได้พัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้านการใช้เคลือบผิวเพื่อเพิ่มความ คงทนต่อสภาวะอากาศของแผ่นกระเบื้องยางปูพื้นสนามหญ้า 1 ตร.ม. ใช้ 16 แผ่น ให้ความสวยงาม ผู้ใช้สามารถประกอบได้เอง สำหรับทางเดินหรือทำสนามหญ้า กันลื่น ทนต่อสภาวะอากาศในการใช้งานภายนอกอาคารได้ โดยจากการทดสอบผ่านเครื่องบ่มเร่งสภาวะ QUV, cycle 7 พบว่าแผ่นกระเบื้องปูสนามหญ้าที่ผ่านการเคลือบผิวจะให้คุณสมบัติด้านการทน ต่อแรงดึงเพิ่มขึ้นสองเท่า (จาก 2.5 MPa เป็น 5.1 MPa) ค่าโมดุลัสเพิ่มขึ้น (จาก 83.5 MPa เป็น 154.2 MPa)

“กระเบื้องยางปูสนามภายนอกอาคาร” ผลงานการวิจัยของ ดร.วารุณี ไม่ได้มีวางจำหน่ายในท้องตลาด ถ้าสถานประกอบการใดสนใจ ต้องการทำเป็นเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วารุณี โทร.08-0043-5178 หรือทาง www.rmutt.ac.th

 

ที่มา http://www.banmuang.co.th1/

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

“ข้าวเม่าหมี่” เป็นอาหารไทยโบราณพื้นบ้านที่เด็กสมัยก่อนชื่นชอบ ลักษณะของข้าวเม่าหมี่จะทอดจนมีสีเหลืองนวล ผสมนํ้าตาลทราย กุ้งแห้ง ถั่วลิสง และเต้าหู้ทอดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่กระเทียมเจียวที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ใส่สีและสารกันบูด ณ ปัจจุบันหากจะหารับประทาน ยากแสนยาก แต่วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำมานำเสนอ…

***************

อาจารย์ชมุค พรรณดวงเนตร อาจารย์ประจำภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ประยุกต์ปรับปรุงเมนูอาหารไทยพื้นบ้านดังกล่าวนี้ให้เป็นเมนูจานใหม่ คิดทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” จากอาหารไทย สร้างให้เป็นสไตล์สากล เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน และเพื่อเผยแพร่ให้เด็กไทยยุคนี้ได้รู้จักและสามารถรับประทานได้ และก็น่าช่วยสร้างอาชีพให้คนไทยได้ด้วย

ที่มาของเมนูนี้ อ.ชมุค เล่าให้ฟังว่า มาจากการทำวิจัยในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม “ข้าวกล้องงอก” ซึ่งข้าวกล้องงอกถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่าง มากสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิคที่ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ และสารออริซานอลที่ช่วยควบคุมระดับ-ลดอาการผิดปกติของวัยทอง ที่สำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ สารกาบา (GABA) ซึ่งกาบาเป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารประสาท ปัจจุบันวงการแพทย์มี การใช้สารกาบา รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้จิตใจสงบ ลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต และในข้าวนี้ยังมีเส้นใยอาหาร ช่วยควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด ช่วยควบคุมนํ้าหนัก ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี ช่วยลดการเหี่ยวย่นของผิว

“ข้าวชนิดนี้มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย จึงได้รับความนิยมในหมู่คนที่รักสุขภาพ ผู้ที่มีไอเดียจึงนำข้าวกล้องงอกไปแปรรูปเป็นของกินรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และให้ตรงความต้องการ เช่น นํ้าข้าวกล้องงอก ไอศกรีม ป๊อปไรท์ ข้าวแต๋น เต้าฮวยฟรุตสลัด ข้าวหมาก ข้าวจี่ชุบไข่ ฯลฯ จึงได้คิดค้นโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณมาดัดแปลงข้าวเม่าหมี่ นำข้าวกล้องงอกมาแทนข้าวเม่าที่หายากและราคาแพง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ”

อ.ชมุค แจกแจงว่า ส่วนผสมในการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผสมข้าวคลุก ใช้…ข้าวกล้องงอก, นํ้าตาลทราย, นํ้าผึ้ง, เกลือป่น, แบะแซ, เนยสด และส่วนของเครื่องผสม ก็มี…งาดำ, งาขาว, เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง, แครอทอบแห้ง, กุ้งสดอบทอด, ต้นหอมอบแห้ง และนํ้ามันพืช

อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ในการทำก็มี… ตู้อบลมร้อน, เตาแก๊ส, กระทะทอง, ไม้พายเล็ก, ถาด เเละอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดที่ใช้ครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

ขั้นตอนการทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” เริ่มจากนำข้าวกล้องงอกที่หุงสุกแล้วมาเกลี่ยให้กระจายทั่วบนถาด นำเข้าอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง

หั่นเต้าหู้ขาวชนิดแข็งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำเข้าอบและใช้เวลาเหมือนกับข้าวกล้องงอก หั่นแครอทสดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ นำไปลวกให้สุก พักให้สะเด็ดนํ้า ก่อนจะอบเหมือนกับข้าวกล้องงอก ส่วนต้นหอมนำมาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 5 ชั่วโมง กุ้งสดนำมาล้างให้สะอาด แกะเปลือก สับหยาบ ๆ นำเข้าอบเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (ส่วนผสมแต่ละอย่างต้องแยกกันอบ) เสร็จแล้วนำใส่ภาชนะเตรียมไว้

เมื่อเตรียมส่วนผสมข้าวคลุกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำข้าวกล้องงอกอบแห้ง เต้าหู้อบแห้ง และกุ้งอบแห้ง ลงไปทอดในนํ้ามัน ใช้ไฟอ่อน ทอดให้ส่วนผสมมีลักษณะเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดนํ้ามัน (การทอดส่วนผสมนั้น ต้องทอดทีละอย่าง อย่ารวมกัน เพราะส่วนผสมแต่ละอย่างจะสุกไม่พร้อมกัน)

นำส่วนผสมของนํ้าตาลทราย นํ้าผึ้ง เกลือ แบะแซ เนยสด และนํ้าสะอาด ใส่ลงกระทะทอง ตั้งไฟเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนนํ้าเชื่อมมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายคาราเมล แล้วนำส่วนผสมของข้าวกล้องงอกอบแห้งทอด เต้าหู้อบแห้งทอด กุ้งอบแห้งทอด และแครอทอบแห้ง ต้นหอมอบแห้ง งาขาว งาดำ ใส่ลงอ่างผสม ใช้ไม้พายคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

จากนั้นนำส่วนผสมที่คลุกเคล้ากันดีแล้วไป ใส่ลงในกระทะทองที่มีเครื่องผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ชิมเพื่อปรับ แต่งรสชาติตามใจชอบ เสร็จแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทหรือบรรจุผลิตภัณฑ์ โดย “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” นี้สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่ใส่สารกันบูด

****************

ใครสนใจทำ “ข้าวเม่าหมี่จากข้าวกล้องงอก” ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ก็ลองฝึกฝนกันดู หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก อ.ชมุค พรรณดวงเนตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ก็ติดต่อได้ที่ภาควิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ โทร. 0-2549-3160-61 หรือ 08-4094-8222 ซึ่งทางอาจารย์ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจอีกหลายชนิด.

 

ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/384/239855

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย สร้างอุโบสถดินอัดวัดทับทิมสยาม อ.บ่อไร่ จ.ตราด
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย สร้างอุโบสถดินอัดวัดทับทิมสยาม อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ในวโรกาสที่จะเจริญพระชันษา 100 ปี วันนี้ (13 ต.ค. 56) ผศ.วิทวัส สิทธิกูล อาจารย์ผู้ควบคุมงานการก่อสร้างอุโบสถดิน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ร่วมกันสร้างอุโบสถดินแบบอัดแห่งแรกของจังหวัดตราด ให้กับวัดทับทิมสยาม อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้จำนวน 60 คน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยงาน และในการสร้างอุโบสถดิน จะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 19 วัน ผศ.วิทวัส สิทธิกูล กล่าวว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้ร่วมกันก่อสร้างอุโบสถดินแบบอัด เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสที่จะเจริญพระชันษา 100 ปี ในปี พ.ศ.2556 ตามโครงการสร้างพระอุโบสถดิน 4 ภาค 9 แห่ง ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ร่วม 60 คน ร่วมก่อสร้างด้วยจิตอาสา ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม2556 ซึ่งอุโบสถดินอัดแบบประยุกต์เป็นหลังแรกในจังหวัดตราด ฝาผนังโบสถ์จะมีความงดงามด้วยสีดินลูกลังธรรมชาติ และมีความคงทนแข็งแรง ทั้งนี้ ผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงิน หรืออาหาร ขนม ส่วนน้องๆ นักศึกษาที่จะมาพักค้างแรมเพื่อร่วมบุญสร้างอุโบสถในครั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่ ผช.นิล บูชาบุญ หมายเลขโทรศัพท์ 084-7821046 หรือติดต่อได้ที่ วัดทับทิมสยาม ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

 

ที่มา http://www.aorbortor.com/archives/12071

ต.ค. 14th by 89-5MHZ

วันนี้(10ต.ค.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลการ รับนิสิตนักศึกษาด้วยวิธีการต่างๆในระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2557 ที่ไม่ใช่ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง หรือแอดมิชชั่น เสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบการ คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาไปแล้ว และศ.(พิเศษ)ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ กกอ.จะนำข้อมูลทั้งหมดไปหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)ใน วันที่ 13 ต.ค.นี้ด้วย
รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อไปว่า สำหรับรายละเอียดข้อมูลที่ได้รับมาจากสถาบันอุดมศึกษา 42 แห่ง พบว่ามหาวิทยาลัยมีระบบการรับนิสิตนักศึกษา ประกอบด้วย 1.ระบบรับตรง ได้แก่ รับตรงทั่วประเทศ รับตรงในพื้นที่/ภูมิภาคและ รับตรงร่วมกับกลุ่มสถาบัน ภาคี เครือข่าย 2.ระบบโควตาได้แก่ โควตาผู้มีความรู้ ความสามารถพิเศษ มีคุณธรรมจริยธรรม โควตาภาค / เขตพื้นที่ / โรงเรียน โควตาโครงการความร่วมมือ / ผลิตบุคลากรด้านต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร และโควตาโครงการทุนต่าง ๆ
” ส่วนจำนวนรับนักศึกษาในภาพรวมประมาณ 160,000คน แต่มีจำนวนผู้สมัครถึง 1,100,000 คน แสดงว่านักเรียนหนึ่งคนมีการสมัครหลายแห่ง ขณะที่อัตราการแข่งขันใน มหาวิทยาลัยรัฐ (เดิม)อยู่ระหว่าง 1 ต่อ 1 – 1 ต่อ 125 แต่โดยเฉลี่ยการแข่งขันอยู่ที่ 1 ต่อ 10 ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ อยู่ระหว่าง1 ต่อ 1 – 1 ต่อ 56 เฉลี่ยอยู่ที่ 1 ต่อ5 สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อยู่ระหว่าง 1ต่อ 2 – 1ต่อ 5 เฉลี่ยอยู่ที่ 1 ต่อ 3 สำหรับช่วงเวลาที่มีการรับสมัคร คือเดือนกันยายน – ธันวาคม โดยรับมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ส่วนค่าใช้จ่ายในการสมัครและการสอบ อยู่ในช่วงตั้งแต่ 50 – 2,000 บาทต่อคน เฉลี่ยประมาณ 200 – 500 ต่อคน ซึ่งจากนี้จะต้องรอว่ารมว.ศึกษาธิการจะตัดสินใจปรับปรุงระบบการคัดเลือก อย่างไรหรือไม่ แต่คงไม่ดำเนินการในปีการศึกษา2557″ รองเลขาธิการกกอ.กล่าว

 

ที่มา http://www.dailynews.co.th/education/239362

ต.ค. 11th by 89-5MHZ

ในโอกาสเทศกาลกินเจเวียนมาถึง คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้คิดสูตรอาหารเจเพื่อสุขภาพทุกปี…ปีนี้ “ห่อหมกใบยอ–มะรุมเจ”

“ใบยอ อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ เหล็ก ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ส่วนมะรุมช่วยขับถ่ายน้ำมัน ไขมัน แป้ง กากอาหาร” ผศ.สุดาพร ทิมฤกษ์ หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการอาหารและโภชนาการ บอกถึงประโยชน์ของเมนูเจจานเด็ด

เครื่องปรุงประกอบด้วย ถั่วเขียวนึ่งบด 2 ถ้วย มะพร้าวขูด 1 กก. พริกชี้ฟ้าหั่นฝอย 3 ดอก น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว 5-6 ช้อน เต้าหู้เหลือง 2 ก้อน ใบมะกรูดหั่นฝอย 15 ใบ ใบยอ มะรุม เครื่องพริกแกง จะใช้พริกแห้งเม็ดใหญ่ 15-20 เม็ด พริกขี้หนูสวน 25 เม็ด ข่าหั่นฝอย 2 ช้อนชา ตะไคร้หั่นบางๆ 3 ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูด 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา เต้าเจี้ยวบด 1/4 ถ้วย กระชาย 1/2 ถ้วย

นำข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พริกไทย โขลกรวมกันกระทั่งละเอียด ใส่กระชาย เกลือ เต้าเจี้ยวบด คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยถั่วเขียวนึ่งบดละเอียด เต้าหู้เหลืองสับหยาบ ใบมะกรูด ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย

จากนั้นนำแป้งข้าวเจ้า 2-3 ช้อนโต๊ะ หัวกะทิ 2 ถ้วย มาผสมรวมกันตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวพอเดือด ยกมาพักไว้ให้เย็น แบ่งส่วนหนึ่งไว้แค่พอหยอดหน้าห่อหมก…ที่เหลือนำไปผสมกับเครื่องปรุงที่เตรียมไว้

ใบยอฉีกก้านกลางออก ลวกน้ำร้อนที่ใส่เกลือเพื่อคงสีเขียวสดไม่มีรสขื่น มะรุมเอาแต่เนื้อในและเม็ดอ่อนเพื่อเพิ่มความกรุบกรอบ วางไว้ก้นกระทง ตักเครื่องแกงห่อหมกใส่กระทง ตามด้วยหยอดหน้ากะทิ โรยพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย ใบมะกรูดซอย นึ่งด้วยความร้อน 15 นาที เพียงเท่านี้จะได้ห่อหมกเจเพื่อสุขภาพ.

 

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/edu/374474

ต.ค. 09th by 89-5MHZ

วันนี้(8 ตค.56) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานแถลงข่าว “ผลงานนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัลในงาน 2013 INST: The 9th Taipei International Invention Show & Technomart”  ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร    จิตต์มิตรภาพ  เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)  เปิดเผยว่า วช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การต่อยอดงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์คิดค้นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ประเทศและสนับสนุนให้มีการนำผลงานประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลกมาโดย ตลอด โดย ปีนี้ วช. ได้นำนักวิจัย นักประดิษฐ์ ผลงานประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมจาก13 หน่วยงานหลักที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากวช.เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและ ประกวดผลงานในงาน “2013 INST: The 9th Taipei International Invention Show & Technomart” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 29กันยายน 2556 ที่ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

ทั้งนี้ ปรากฎว่าผลงานของนักประดิษฐ์ไทยสามารถสร้างชื่อในเวทีการประกวดระดับโลก โดยได้รับรางวัลเหรียญทองจากงานดังกล่าวถึง  7 ผลงาน เหรียญเงิน 6 ผลงาน เหรียญทองแดง 10 ผลงาน และมีผลงานที่ได้รับรางวัลพิเศษจากองค์กรสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ จำนวน 18 ผลงาน

สำหรับผลงานนักประดิษฐ์ไทยที่รางวัลเหรียญทอง  ประกอบด้วย ผลงาน ” ได้ทุกที่รีสอร์ท “  ของ ผศ.ดร.เขียนศักดิ์ แสงเกลี้ยง แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ซึ่งเป็นต้นแบบของรีสอร์ทยุคใหม่ ติดตั้งได้อย่างรวดเร็วในทุกสภาพแวดล้อม  ผลงาน”ชุดตรวจไวรัสโรคตัวแดงดวงขาวและไวรัสโรคหัวเหลืองในกุ้งแบบแถบสีคู่”  ของ รศ.ดร.ปรินทร์   ชัยวิสุทธางกูร  และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ที่เกษตรกรสามารถตรวจได้เองอย่างรวดเร็วรู้ผลใน15 นาที  ผลงาน”  Porcine Respiratory and Reproductive Syndrome Virus DNA sensor Kit ของ ดร.สุพัตรา อารีกิจ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ” ไจโรโรลเลอร์: อุปกรณ์บำบัดและฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง” ของ ผศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ  และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล   ผลงาน ” โครงการพัฒนาเครื่องปริ๊นท์อักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา” ของ นางสาวฐิติชญาน์  รัตนมังกรสกุล แห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และนายภูวิศ สรั่งเลิศ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี   ผลงาน¨ ไหมขัดฟันไทยประดิษฐ์”  ของ นายชัยพร    พัฒนจักร  และคณะ แห่งโรงเรียนบ้านผือพิทยาสรรค์ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และผลงาน  ” ชุดเครื่องมือเปลี่ยนลูกถ้วย Mae Sot Advanced”  ของ นายวิทยา เวียงนาค และนายศาสตรา บุพการีพร แห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ส่วนรางวัลเหรียญเงิน ประกอบด้วย ผลงาน  “อินดิเคเตอร์บ่งชี้การหมดอายุและคุณภาพการบริโภค” ของ รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ผลงาน ” เครื่องกำจัดกลิ่นเหม็นด้วยสนามไฟฟ้าโคโรนา” ของ ผศ.ดร.ศิศีโรตม์ เกตุแก้ว และดร.มัลลิกา เกตุแก้ว แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ผลงาน “Hemoplasma DNAsensor Kit” ของ รศ.ดร.โกสุม จันทร์ศิริ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ผลงาน “  Ehrlichia canis DNAsensor Kit ” ของ ผศ.ดร.สพญ.นารีรัตน์ วิเศษกุล และคณะ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผลงาน “โครงการพัฒนาระบบการจัดเก็บภาพ X-RAY และรับส่งข้อมูลภาพในรูปแบบ Digital เพื่อใช้ในโรงพยาบาลทั่วไป ของ นายแพทย์นนทกานต์ นันทจิต และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และผลงาน ” อุปกรณ์ช่วยส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าสู่สาย สายส่ง 500 kV. แบบไม่ดับกระแสไฟฟ้า”  ของ นายสัญญา จุติปัญญา  และนายวัชท์พล ทานะกุล แห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

สำหรับรางวัลเหรียญทองแดง ประกอบด้วยผลงาน “ภาชนะย่อยสลายได้เคลือบด้วยใบพืช” ของ รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ผลงาน “รถเข็นคนพิการไฟฟ้าควบคุมด้วยศีรษะ” ของ ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีและผศ.ดร.เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผลงาน ” ชุดการสื่อสารแบบข้อมูลหลายชุดผ่านเส้นใยแก้วนำแสงอย่างง่าย” ของ ดร.สุชัย นพรัตน์แจ่มจำรัส และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

ผลงาน “ดินเทียมแปรรูปจากเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล”และผล งาน” ปากกาเงินสำหรับซ่อมแซมเครื่องประดับเงิน” ของ รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ และคณะ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผลงาน”แปรงสีฟันฉลาด: แปรงสีฟันเพื่อสุขภาพที่มีเซ็นเซอร์สีบ่งบอกประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อ แบคทีเรีย”ของ รศ.ชูชาติ ธรรมเจริญ และคณะ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผลงาน”  อุปกรณ์วัดมุมคมมีดตัดเฉือนโลหะ” ของ นายเชาวลิต ถนอมสวย แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ      ผลงาน ” เครื่องตรวจจับไฟฟ้าแรงสูงแบบพกพา” ของ นายรัตนะ ศรีษะเกตุ และนายอริยะ ลายกาญจนไพบูลย์ แห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย      ผลงาน ” เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมชนิดตรวจสอบระดับน้ำ” ของ นายบุญเลิศ ศิลป์ชัย แห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย      ผลงาน”หุ่นยนต์เก็บแบบสอบถาม” ของ ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร แห่งสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน “เครื่องกักเก็บและฟอกน้ำยาแอร์รถยนต์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่” ของ นายบัญฑิต แก้วพุกัม และนายมงคล  จันทร์เปรม แห่งบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด  ได้รับรางวัล Special Prize จาก Taiwan Invention & Innovation Industry Association: TIIIA อีกด้วย

 

ที่มา  http://www.dailynews.co.th/technology/238757

ต.ค. 09th by 89-5MHZ

Page 1 of 38