“เมี่ยงคำ” เป็นอาหารว่างของไทยที่ได้รับความนิยมมายาวนาน นอกจากจะอร่อยแล้ว เมื่อลองแยกส่วนประกอบในเมี่ยงคำก็จะพบว่ามีแต่อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่าง กาย ในเมี่ยงคำหนึ่งคำประกอบไปด้วยสมุนไพรนานาชนิดที่ใช้เป็นเครื่องเคียง เช่น มะนาว มะพร้าวคั่ว หอมแดง พริกขี้หนู ขิง ส่วนใบเมี่ยงที่ใช้ห่อโดยทั่วไปจะใช้ใบชะพลูหรือใบทองหลางที่อุดมไปด้วย แคลเซียมและมีกากใยสูง แต่ทั้งนี้ วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอข้อมูล “เมี่ยงบัวหลวง” ซึ่งก็น่าสนใจเช่นกัน…

ผู้ที่จะมาให้ข้อมูลเรื่องนี้คือ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม ผู้คิดค้น “เมี่ยงบัวหลวง” ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำ สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดย ผศ.พงษ์ศักดิ์ เล่าให้ฟังถึงที่มาของการคิดค้นเมนูชูสุขภาพนี้ว่า เมื่อเอ่ยถึง “บัว” หลายคนอาจคิดถึงการใช้ดอกบัวสำหรับไหว้พระเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมีผลงานการวิจัยจากต่างประเทศที่ได้ศึกษาเฉพาะด้านเกี่ยวกับบัว พบว่า กลีบบัวมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ห้ามเลือด อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เมล็ดหรือเม็ดบัวบำรุงกำลัง ทำให้นอนหลับดีและแก้ไข้ เกสรบัวเป็นยาสมานแผลในร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท และส่วนที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจและสำคัญที่สุดคือ ดีบัว เวลากินจะมีรสชาติขม แต่มีคุณสมบัติสามารถขยายหลอดเลือดในหัวใจได้

“วิธีทำเมี่ยงบัวหลวงนั้นง่าย ๆ เหมาะทำรับประทานในครัวเรือน เหมาะกับผู้รักษาสุขภาพและต้องการไฟเบอร์สูง อีกทั้งเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าดอกบัวหลวงที่มีมากในจังหวัดปทุมธานี และช่วยเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง” ผศ.พงษ์ศักดิ์ระบุ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ หลัก ๆ ก็เป็นเครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้กันอยู่ในครัวเรือนทั่วไป สามารถหยิบยืมมาใช้ได้

ส่วนผสม “น้ำเมี่ยง” ประกอบด้วย…น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย, น้ำตาลทราย 1 ถ้วย, น้ำสะอาด 1/2 ถ้วย, น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ, รากผักชีคั่วโขลก 1 ช้อนชา, กะปิเผา 1/2 ช้อนชา, ข่าคั่วโขลก 1 ช้อนชา หรือมาก-น้อยตามชอบ

เครื่องเคียงที่ใช้ในการทำเมี่ยง ก็มี…มะพร้าว, ถั่วลิสง, กุ้งแห้ง, มะนาว, ขิงแก่, พริกขี้หนูสด, หอมแดง และขาดไม่ได้คือ ดอกบัวหลวงปทุมธานี (เกสร, เม็ดบัว, กลีบดอก)

ขั้นตอนการทำ “เมี่ยงบัวหลวง” เริ่มจากการทำน้ำเมี่ยงก่อน โดยการนำเอาส่วนผสมทั้งหมด คือน้ำตาลปี๊บ น้ำสะอาด น้ำปลา รากผักชีคั่วโขลก กะปิเผา ข่าคั่วโขลก ใส่รวมกันลงไปในหม้อแล้วยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยว โดยใช้ไฟอ่อนกำลังดี ทำการเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ขณะเคี่ยวน้ำเมี่ยงควรใช้ทัพพีหมั่นคนตลอดเวลาเพื่อป้องกันการไหม้ การเคี่ยวน้ำเมี่ยงต้องมีความอดทนพอสมควร เพราะการเคี่ยวนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง น้ำเมี่ยงถึงจะส่งกลิ่นหอมหวนชวนรับประทาน

ระหว่างที่เคี่ยวน้ำเมี่ยง ก็เตรียมเครื่องเมี่ยงหรือเครื่องเคียงไปด้วย นำมะพร้าวที่เตรียมไว้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ คั่วให้เหลืองหอม ถั่วลิสงนำมาคั่วแล้วเลาะเอาเปลือกออก ใส่ถุงหรือภาชนะที่มีฝาปิดแน่น (กันลมเข้า) เตรียมไว้ พวกมะนาว ขิง หอมแดง และพริกขี้หนูสด นำมาล้างให้สะอาด และสะเด็ดน้ำ แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหรือตามความเหมาะสม

ส่วนดอกบัวหลวงที่ใช้ในการห่อเมี่ยงนั้น ทำการล้างทำความสะอาดโดยมีเทคนิคคือ นำน้ำใส่ลงไปในกะละมัง ผสมเกลือเล็กน้อย (จะได้ความสะอาดและความสด) เด็ดเอาส่วนของเกสรและเม็ดบัวเก็บไว้ก่อน เด็ดกลีบดอกบัวลงล้างทีละกลีบ เมื่อล้างเสร็จแล้วก็นำมาวางให้สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

สำหรับน้ำเมี่ยง เมื่อเคี่ยวได้ที่ดีแล้วก็ยกลงจากเตาตั้งไว้ให้เย็น (น้ำเมี่ยงจะต้องมีลักษณะที่ไม่ใส-ไม่ข้นเกินไป) ตักน้ำเมี่ยงใส่ถ้วย จัดเรียงเตรียมไว้กับเครื่องเมี่ยงให้เรียบร้อย เมื่อจะรับประทานก็หยิบกลีบของดอกบัวหลวงมาใส่เครื่องเมี่ยง ใส่มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว เม็ดบัว กุ้งแห้ง มะนาวหั่น ขิงหั่น หอมแดงหั่น ขิงหั่น และใส่เกสรบัวลงไปด้วย จากนั้นตักน้ำเมี่ยงราดและห่อเป็นคำพอดี รับประทานเหมือนกับการรับประทานเมี่ยงคำทั่วไป แต่จะได้ความหอมจากดอกบัว และรสชาติที่กลมกล่อมจากน้ำเมี่ยง พร้อมคุณค่าทางโภชนาการมากมาย

เคล็ดลับความหอมอร่อยของ “เมี่ยงบัวหลวง” นั้น ผศ.พงษ์ศักดิ์บอกว่า อยู่ที่ดอกบัวหลวงและเกสร ควรเลือกดอกที่กำลังจะบาน เพราะจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ และหัวใจสำคัญอีกอย่างคือน้ำเมี่ยงที่เคี่ยวจนได้กลิ่นหอมและรสชาติดี

ทั้งนี้ การลงทุนขายเมี่ยงบัวหลวงนั้น ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องทำใจกับการเตรียมของที่จุกจิก ทั้งน้ำเมี่ยง และเครื่องเคียง ต้องจัดเป็นชุด ๆ กะปริมาณให้มีความเหมาะสมกับราคาขายซึ่งสุดแท้แต่จะตั้ง แต่ทั้งนี้ก็ควรให้มีกำไรเป็นค่าแรงประมาณ 50% จากราคาขาย จึงจะสมน้ำสมเนื้อกับการทำที่มีขั้นตอนค่อนข้างจุกจิก

ใครสนใจเรื่อง “เมี่ยงบัวหลวง” ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9600-0993 ซึ่ง ผศ.พงษ์ศักดิ์บอกว่า ยินดีให้ข้อมูล เพราะอยากให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์อาหารแบบไทย ๆ ไว้นาน ๆ ค่ะ!!.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง/สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

 

ที่มา  http://www.dailynews.co.th/article/384/206972

พ.ค. 31st by 89-5MHZ

 

คณะ เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ลงนามความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน และไต้หวัน เพื่อก่อตั้งสมาคมสีแห่งเอเชีย และเป็นฐานการทำวิจัยระดับนานาชาติ

ดร.วิชัย พยัคฆโส คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยถึงการลงนามความร่วมมือกับญี่ปุ่น เกาหลี จีน และไต้หวัน ในครั้งนี้เพื่อร่วมกันก่อตั้งสมาคมสีแห่งเอเชีย โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 11 – 14 ธันวาคม 2556 ณ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.ธัญบุรี ภายใต้แนวคิด Blooming Color For Life ซึ่งได้รับเกียรติจากนักวิจัยอาวุโสจากประเทศสมาชิกบรรยายพิเศษ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น สีอะไรที่เหมาะสมกับหน้าและผม สีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน กลไกของการมองเห็น แสง สี และเทคนิคในการจัดแสดงสิ่งของ การเปรียบเทียบการชอบสีสินค้าของชาวอาเซียน การประเมินความแตกต่างของภาพดิจิทัล สำหรับในประเทศไทยจะเป็นการนำเสนอเรื่อง สีของบัวไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัย ของนักวิจัยจาก 5 ประเทศ ในภาคโปสเตอร์และการนำเสนอผลโดยการบรรยาย (Oral Presentation) ครอบคลุมหัวข้อวิจัย ด้าน Color Vision ,Color Psychology ,Color Design, Color Application และ Color Technology เป็นความหลากหลายของอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสีของโลก
คณบดีกล่าวทิ้งท้ายว่า “การที่ มทร.ธัญบุรีได้รับเกียรติให้จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งนี้ เพราะมีปัจจัยความพร้อมสนับสนุนในการจะเปิดหลักสูตร ระดับปริญญาเอก วิทยาศาสตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา Human Vision & Color Science ในปีการศึกษา 2557 ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่สำหรับประเทศไทย รวมทั้งมหาวิทยาลัยมีศูนย์วิจัยสีที่ทันสมัยเทียบเท่าระดับศูนย์วิจัยสีนานา ชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างและพัฒนานักวิจัยให้เป็นไปตามเป้าหมายของ ชาติในอนาคต” ดร.วิชัย กล่าว
สำหรับนักวิจัยที่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมเสนอผลงานวิจัย สามารถส่งบทคัดย่อเพื่อพิจารณาได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 โดยดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.aca2013.rmutt.ac.th G-mail:aca2013@rmutt.ac.th

พ.ค. 31st by 89-5MHZ

รายการ RMUT Society ศุกร์นี้พูดคุยกับ นางสาวกนกวรรณ ตัณสาร นายกองค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี   เรื่อง การเตรียมการปฐมนิเทศและการรับน้องปี2556 รายการ RMUT SOCIETY ดำเนินรายการโดย กุลกนิษฐ์ ทองเงา ทุกวันศุกร์ เวลา 19.30 น. ทาง FM 89.5 MHz

พ.ค. 31st by 89-5MHZ

ช่วงข่าวฟังสบาย “สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในขั้นเกินมาตรฐานเป็นครั้งแรก ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอยู่ที่ระดับสูงกว่า 400 ส่วน ต่ออากาศ 1 ล้านส่วน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องครั้งใหม่ให้มีการลดระดับก๊าซดังกล่าวซึ่งจะก่อปฏิกิริยาเรือนกระจกสูงขึ้น”

ช่วงที่สองสาระฟังสบาย “ แกว่งแขนลดพุง แถมรักษาโรคได้เพียบ”

ช่วงบันเทิงสบาย มีหนังสือนอกเวลาที่ให้ความรู้และความบันเทิงเรื่อง “ชีวิตไม่สูญเปล่า” และ “ความรู้สึกคือเหตุผลอย่างหนึ่ง”

 

พ.ค. 31st by 89-5MHZ

ช่วงหมุนตามเทคโนโลยี สัญญาณWiFi อันตรายที่มองไม่เห็น

ช่วงหมุนตามเศรษฐกิจและสังคม 5 ข้อห้าม ในการล้างรถ

ช่วงหมุนตามโลกเด็กและเยาวชน ห่วงปมเด็กรังแกกันผ่านเว็บบอร์ดโรงเรียน แนะใช้สื่อออนไลน์ไม่ละเมิด

 

พ.ค. 31st by 89-5MHZ

ราคาอาหารและอากาศร้อน เป็นข้ออ้างที่ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ ระบุว่า เป็นสาเหตุทำให้ไก่ไม่ออกไข่ ส่งผลทำให้ราคาไข่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนักวิชาการด้านสัตว์ปีก ก็เห็นด้วย แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันฟาร์มเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นระบบปิดมีการปรับสภาพอากาศในโรงเรือนที่ เหมาะสม จึงอาจไม่ทำให้ไก่ออกไข่น้อยลงถึงขั้นขาดตลาด

การนำข้าวเปลือกมาผสมกับอาหารไก่ ก่อนที่จะให้ไก่ไข่กินในฟาร์ม คือหนึ่งในวิธีลดต้นทุนของนายเดช ประสาทสิทธิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่บ้านเนินกว้าว ต.บ่อพลับ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ หลังราคาอาหารไก่พันธุ์สูงขึ้นต่อเนื่อง จนไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป นายเดช ยอมรับว่า ต้นทุนที่สูงประกอบกับอากาศร้อนในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ไก่ออกไข่น้อยลง เป็นสาเหตุทำให้ราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้น หากขายส่งในราคาต่ำกว่าใบละ 3 บาท ก็จะขาดทุน ล่าสุดมีฟาร์มไก่หลายแห่งในพื้นที่ต้องเลิกกิจการไปแล้ว

สอดคล้องกับความเห็นของนายประภากร ธาราฉาย นักวิชาการด้านสัตว์ปีก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ระบุว่า อากาศร้อนส่งผลให้ไก่กินอาหารน้อยลงทำให้ออกไข่น้อยและออกไข่ฟองเล็ก จึงแนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ทำโรงเรือนระบบอีแวป คือระบายความร้อนด้วยการละเหยของน้ำและใช้พัดลมเป่า ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนเย็นลง

ขณะที่นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.พิษณุโลก ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับราคาไข่ไก่ที่ปรับสูงขึ้นว่า แม้อากาศร้อนจะมีผลต่อการออกไข่จริง แต่ปัจจุบันฟาร์มส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เป็นระบบปิดมีการระบายอากาศเพื่อลดความร้อนจึงไม่น่าจะมีผลต่อปริมาณไข่ที่ ออกมามากนัก

สำหรับราคาไข่ไก่ ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้ ก็เริ่มส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการร้านอาหารตามสั่งและร้านขนมหวาน แม้จะยังไม่รับขึ้นราคาเพราะต้องการรักษาลูกค้าประจำเอาไว้ แต่พวกเขาระบุว่าหากราคาไข่ยังปรับขึ้นอีกและรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ปัญหาโดย เร็ว ก็อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นเช่นกัน เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีก

 

ที่มา http://news.thaipbs.or.th

พ.ค. 30th by 89-5MHZ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นโชว์ผลงานเด่น นำวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาร้ากว่า 5 ชนิด ทั้งปลาร้าก้อน ปลาร้าผง ปลาร้าครีม น้ำปลา และน้ำปลาร้าเข้มข้น เผยลบจุดด้อยกลิ่นแรง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สะอาด ไร้กลิ่น สะดวกพกพา ล่าสุดเอกชนนำผลวิจัยแปรรูปเป็นปลาร้าก้อน ปลาร้าผง จำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสานต่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (29 พ.ค.) มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดกิจกรรมนักวิจัย มข.พบสื่อมวลชน โดยนำเสนอผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากปลาร้า” ซึ่งเป็นงานวิจัยของ ผศ.ดร.สมสมร แก้วบริสุทธิ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเดียว ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มข. และ ดร.กรรณิการ์ ห้วยแสน สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ ณ ห้องประชุมสิริคุณากร 4 ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะนักวิจัยทั้ง 3 รายได้ร่วมกันคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาร้าขึ้นมา 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย น้ำปลาจากปลาร้า ปลาร้าก้อน ปลาร้าครีม ปลาร้าผง และน้ำปลาร้าเข้มข้น ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาให้ปลาร้า เครื่องปรุงรสพื้นเมืองอีสานจากเดิมที่มีจุดด้อยคือกลิ่นที่รุนแรง กลายเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่สะอาด สะดวกพกพา ไร้กลิ่น ถูกใจผู้บริโภค

ผศ.ดร.สมสมร แก้วบริสุทธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากปลาร้า เปิดเผยว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากปลาร้ามุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพราะผลิตภัณฑ์ปลาร้าได้ผ่านความร้อนระหว่างกระบวนการผลิตเป็นระยะเวลาที่ เพียงพอต่อการฆ่าพยาธิใบไม้ในตับ

การทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตรวจวัดจุลินทรีย์ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนปลาร้าและน้ำปลาร้าของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผลตรวจไม่พบแบคทีเรียก่อโรค 4 ชนิด และพบแบคทีเรีย Clastridium perfringens และ Bacillus cereus ปริมาณน้อยมาก ไม่เกินมาตรฐาน แสดงว่าผลิตภัณฑ์ปลาร้ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค พกพาสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน และการเก็บรักษา

สำหรับผลิตภัณฑ์ 5 ประเภท คือ น้ำปลาจากปลาร้า ปลาร้าก้อน ปลาร้าครีม ปลาร้าผง และน้ำปลาร้าเข้มข้นนั้น พบว่าปลาร้าก้อน และปลาร้าผง ได้รับการตอบรับมากที่สุด เบื้องต้นมีภาคเอกชนติดต่อใช้งานวิจัยดังกล่าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาร้า ก้อน และปลาร้าผง ผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

โดยโรงงานเพชรดำปลาร้า อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้เข้าร่วมอบรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขยายผลโครงการวิจัย กระทั่งได้เริ่มผลิตปลาร้าก้อน และปลาร้าผง ต่อยอดผลงานวิจัย เพื่อจำหน่ายในประเทศ และที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการรายนี้เตรียมพัฒนาให้เป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศเร็วๆ นี้อีกด้วย

ส่วนรูปแบบการพัฒนาในอนาคต จะมีการนำปลาร้ามาทดลองผลิตเป็นปลาร้าก้อน ปลาร้าครีม และปลาร้าผงโดยตรงไม่ต้องต้มน้ำปลาก่อน ทั้งจะมีการศึกษาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ปลาร้าแต่ละชนิด และจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่โรงงานผลิตปลาร้าในเขตภาคกลางของไทย และที่สำคัญ จะพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากปลาร้าเพิ่มเติม เช่น ปลาร้าทอดพร้อมรับประทานบรรจุในซองอัดก๊าซไนโตรเจน และศึกษาบรรจุเนื้อปลาร้าในหลอดยาสีฟันที่บีบใช้งานได้ง่าย

ด้านศาสตราจารย์ นพ.วีระชัย โควสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การพัฒนาผลงานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีการนำผลงานทางวิชาการไปใช้ประโยชน์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม คาดหวังว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคปลาร้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ซึ่งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปลาร้า ทั้งปลาร้าก้อน ปลาร้าผง ทำให้เกิดจุดเด่นในตัวผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการพกพา สะอาด ไร้กลิ่น รสชาติดี ทั้งสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 10 เดือน ซึ่งจะสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศได้ เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับมากขึ้น และในอนาคตอาจพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปลาร้าไอโอดีนเพื่อแก้ปัญหาคนอีสานขาดธาตุ ไอโอดีนได้ด้วย

ผลิตภัณฑ์ปลาร้าก้อน ปลาร้าผง จากผลงานวิจัย

 

ปลาร้าครีม

 

น้ำปลาจากปลาร้า

 

ผลิตภัณฑ์ปลาร้า ขายในเชิงพาณิชย์

 

ผศ.ดร.สมสมร แก้วบริสุทธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย

 

ที่มา http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000064529

พ.ค. 30th by 89-5MHZ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จะดำเนินการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการสรรหาได้ตั้งแต่วันที่ 17-28 มิถุนายน 2556

ศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จะดำเนินการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา

คุณสมบัติต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจาก มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 3ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ รวมทั้งคุณสมบัติ อื่นๆ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวทยาลัย

คุณลักษณะที่อธิการควรมี (ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2552 ข้อ 10 วรรคสอง) มีวิสัยทัศน์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และศักยภาพที่จะนำความเจริญและชื่อเสียงมาสู่ มหาวิทยาลัย,มีประสบการณ์และสัมฤทธิ์ผลในการบริหารอุดมศึกษา,มีความสามารถ และมีศักดิ์ ศรีทางวิชาการเป็นที่ยอมรับของสังคม,เป็นผู้ทรงคุณธรรมและมีจริยธรรมเป็นที่ ยอมรับของสังคมและเป็นที่ยอมรับนับถือในมหาวิทยาลัยและสังคมอุดมศึกษา

ผู้ที่มีความสนใจสมัครเข้ารับการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลล้านนา กำหนดยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือยื่นใบสมัครทางไปรษณีย์ลงทะเบียนด่วนพิเศษ ระหว่างวันที่ 17-28 มิถุนายน 2556 ณ กองกลาง อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายธุรการ โทร 0-5392-1444 ต่อ 1218

 

ที่มา http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=184611

พ.ค. 30th by 89-5MHZ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ รับนักศึกษากลุ่มพิเศษ 13 คน ที่มีความบกพร่องทางเสียงและการรับฟัง เข้าเรียนระดับปริญญาตรี ร่วมกับนักศึกษาปกติ ประเดิมร่วมกิจกรรมแรกเข้าค่ายปฐมนิเทศแนวใหม่ ฝึกการทำกิจกรรมและเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย

ดร.สาธิต พุทธชัยยงค์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในการรับนักศึกษาใหม่เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีประจำปีการศึกษา 2556 มหาวิทยาลัยได้เปิดรับนักศึกษากลุ่มพิเศษ ที่มีความบกพร่องทางเสียงและการรับฟัง หรือ “หูหนวก-เป็นใบ้” เข้ามาเรียนร่วมกับนักศึกษาปกติของมหาวิทยาลัยฯ จำนวน 13 คน โดยส่วนใหญ่จะเรียนในคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มีนโยบายเปิดโอกาสให้นักศึกษากลุ่มพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความพิการทางเสียงและการรับฟังเข้ามาศึกษาร่วมกับเด็ก ปกติของมหาวิทยาลัยมาหลายปีแล้ว ที่ผ่านๆ มา จะมีเข้ามาเรียนปีละ 1-2 คน ในปีที่แล้วมีนักศึกษากลุ่มพิเศษเข้าสอบผ่านเข้ามาเรียน 6 คน แต่ในปีนี้มีนักศึกษาพิเศษกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่าหนึ่งเท่า ตัว และนับตั้งแต่ที่เปิดรับกลุ่มเด็กพิเศษดังกล่าว มหาวิทยาลัยก็ได้รับมือโดยการเริ่มส่ง คณาจารย์ที่เกี่ยวข้องไปเรียนภาษามือ เพื่อให้คณาจารย์สามารถสื่อสารและถ่ายทอด ทักษะความความรู้ให้กับนักศึกษาพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในการดูแลนักศึกษากลุ่มพิเศษนั้น มหาวิทยาลัยฯ จะปฏิบัติเช่นเดียวกับนักศึกษาปกติทั่วไป ทั้งเรื่องการเรียนการสอนที่ต้องเรียนห้องเดียวกัน ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคของมหาวิทยาลัยเหมือนๆ กัน และนักศึกษาพิเศษยังต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกสถานที่ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดเช่นเดียวกับนักศึกษาปกติ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างนักศึกษาและที่สำคัญไม่ต้องการให้ นักศึกษาพิเศษรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างจากคนปกติทั่วไป เพื่อปูทางไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมเมื่อนักศึกษากลุ่มนี้เติบโตและก้าวเข้า สู่ชีวิตการทำงาน”

ดร.สาธิต กล่าวอีกว่าทาง ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้จัดกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศแนวใหม่ ซึ่งเป็นการนำเอายุทธศาสตร์ของการสร้างทีม หรือ Team building เข้ามาใช้ละลายพฤติกรรมนักศึกษาและสร้างความผูกพัน ตลอดจนการมีส่วนร่วมระหว่างนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างสาขา ต่างคณะก็ตาม ทั้งนี้มหาวิทยาลัยฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาขึ้นใหม่จากเดิมที่เคยจัด ประชุมนักศึกษาในห้องประชุมอย่างเป็นทางการเพื่อป้อนเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับ แนวทางการปฏิบัติต่างๆ ตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนไปสู่การปฐมนิเทศรูปแบบใหม่ โดยนำนักศึกษาเข้าใหม่จากทุกสาขา และทุกคณะมาคละรวมกันแล้วจัดออกเป็นกลุ่ม แล้วนำไปเข้าค่ายทำกิจกรรมภาคสนามในรูปแบบการสร้างทีมเวิร์ค เป็นเวลาสองวันกับหนึ่งคืน โดยกิจกรรมทั้งหมดจะเน้นให้นักศึกษาได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม มีระเบียบวินัย โดยไม่แบ่งแยกว่าเพื่อนในทีมนั้นเรียนสาขา หรือคณะใด

“หัวใจสำคัญของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ นี้คือ การที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้กิจกรรมปฐมนิเทศดังกล่าวเป็นกิจกรรมแรกของนัก ศึกษาใหม่ทุกคน ก่อนที่จะได้มีโอกาสไปพบกับเพื่อนส่วนใหญ่ในสาขาหรือคณะที่ตนเองเลือกเรียน และก่อนที่จะได้ทำการรู้จักรุ่นพี่ หรือกระทั่งอาจารย์ประจำในสาขาวิชาของตนเอง ดังนั้นประสบการณ์แรกของนักศึกษาใหม่ทุกคนก็คือความผูกพันระหว่างเพื่อนที่ ผ่านการเข้าค่ายด้วย ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา นักศึกษา ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ไม่เคยมีการทะเลาะวิวาท หรือเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงขึ้นในกลุ่มนักศึกษาเลย เพราะถึงแม้ว่านักศึกษาเข้าใหม่ทุกคนจะต้องแยกย้ายไปเรียนตามสาขาที่เลือก เรียนได้พบเพื่อนใหม่ที่เรียนสาขาเดียวกัน ได้พบรุ่นพี่ แต่ความผูกพันกับเพื่อนต่างสาขาเมื่อครั้งที่เข้าค่ายด้วยกันก็ยังคงอยู่ ซึ่งคนเราเมื่อได้รู้จักกันได้เป็นกันมาก่อน ย่อมง่ายต่อการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์อื่นๆ ร่วมกัน” อธิการบดี กล่าว

ในส่วนของมุมมองนักศึกษาพิเศษต่อการเรียน มหาวิทยาลัยและกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศแนวใหม่นั้น น.ส.เจดิษฐา ทองบริสุทธิ์ หรือน้องเจบี๊ หนึ่งในนักศึกษาพิเศษ เล่าว่า ตนเองเข้ามาเรียนในคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาเสื้อผ้าและแฟชั่น เรียนจบมาจากโรงเรียนมหาไถ่ ในส่วนตัวแล้วรู้สึกมีความสุขและดีใจมากที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาของ ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มีเป้าหมายว่าเมื่อเรียนจบจะนำความรู้ความสามารถไปใช้ช่วยธุรกิจของทางบ้าน

น.ส.สุกัญญา บุญเกื้อ หรือ น้องบี กล่าว ว่าตนเองจบการศึกษามาจาก โรงเรียนโสตศึกษา ทุ่งมหาเมฆ เข้ามาเรียนใน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่น การที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมค่ายปฐมนิเทศแนวใหม่ร่วมกับเพื่อนๆ อีกจำนวนมากครั้งนี้ ตนเองสนุกมาก ได้สอนเพื่อนใหม่ได้ใช้ภาษามือเพื่อสื่อสารระหว่างกัน

นายวีรวิทย์ เกิดทอง หรือน้องเต้ เป็นนักศึกษาพิเศษ ในคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่น เล่าว่า ตนเองเรียนจบมาจากโรงเรียนโสตศึกษานครปฐม มีความตั้งใจมากที่จะมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ในตอนแรกก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน แต่เมื่อเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้วก็พบว่ามีครูล่ามช่วยสอน และที่สำคัญตนเองก็ได้สอนภาษามือให้เพื่อนๆ อีกด้วย ทำให้สามารถคุยกับเพื่อนได้ เพื่อนใหม่ๆ ที่พบจากการปฐมนิเทศเราสามารถคุยกันรู้เรื่องและคุยได้สนุกมาก

 

ที่มา http://www.banmuang.co.th

พ.ค. 30th by 89-5MHZ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 56 เวลา 09.00 น. นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยประจำสำนักนายก เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 โดยมี ศ.ดร.สิน พันธุ์พินิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก นำคณะบุคลากร ครู อาจารย์และนักเรียนเข้าร่วมการประชุม

ศ.ดร.สิน พันธุ์พินิจ เผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง จัดโครงการประชุมวิชาการนานาชาติเมื่อปี2554 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสู่สาธารณ ชนและเพื่อให้เกิดการต่อยอดการประชุมเชิงวิชาการจึงได้จัดการประชุมเชิง วิชาการเทคโนโลยีราชมงคลภาคตะวันออกขึ้นเป็นครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 56 เพื่อส่งเสริมพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรและนักศึกษา อีกทั้งเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการรวมเป็นประชาคมอาเซียนหรือเออีซี ในปี 2558

การประชุมครั้งนี้มีนักวิชาการจาก 6 ประเทศเข้ารวมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการที่สำคัญ ทั้งประเทศเวียดนาม, ลาว, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย และไทย เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้บุคลากรและนักศึกษาได้รับความรู้ใหม่ๆ และพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

ที่มา http://www.pattayadailynews.com

พ.ค. 30th by 89-5MHZ

Page 1 of 38